Showing posts with label Hyper-V. Show all posts
Showing posts with label Hyper-V. Show all posts

Tuesday, August 13, 2013

Install Windows Virtual PC RTM Step by Step

Install Windows Virtual PC RTM Step by Step

ทดลองติดตั้ง Windows Virtual PC RTM
Windows Virtual PC และ Windows XP Mode เป็นฟีเจอร์หนึ่งของ Windows 7 ที่ได้รับการจับตาเป็นพิเศษ ซึ่งไมโครซอฟท์ได้จัดส่ง Windows Virtual PC RTM และ Windows XP Mode RTM ซึ่งเป็นไฟนอลเวอร์ชัน ให้แก่โรงงานผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ และเปิดให้สมาชิก MSDN และ TechNet ดาวน์โหลดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2552 และ 7 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมาตามลำดับ

ผมมีโอกาสได้ทดลองติดตั้ง Windows Virtual PC RTM บน Windows 7 Professional RTM จึงนำประสบการณ์มาแบ่งปันให้ผู้ที่สนใจครับ

รู้จัก Windows Virtual PC
Windows Virtual PC เป็นฟีเจอร์ทางด้านเวอร์ชวลไลเซชัน (Virtualization) เพื่อใช้ในการจำลองระบบคอมพิวเตอร์บน Windows 7 เป็นฟีเจอร์ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำการรันแอพพลิเคชันรุ่นเก่าที่ไม่คอม แพตติเบิล (Compatible) กับ Windows 7 ในสภาพแวดล้อมของระบบปฏิบัติการวินโดวส์เวอร์ชันก่อนหน้าได้

โดยไมโครซอฟท์จะเปิดให้ผู้สนใจดาวน์โหลด Windows Virtual PC ได้วันที่ 22 ตุลาคม 2552 ผ่านทางเว็บไซต์ Windows Virtual PC

System Requirements ของ Windows Virtual PC
สำหรับความต้องการระบบขั้นต่ำ เฉพาะในส่วนของ Windows Virtual PC มีดังนี้
• CPU: ความเร็ว 1 GHz 32-bit หรือ 64-bit ซีพียู รองรับเทคโนโลยี Virtualization อย่างเช่น Intel-VT หรือ AMD-V
• Memory: ไมโครซอฟท์แนะนำให้ใช้หน่วยความจำ 2 GB หรือมากกว่า
• Disk space: พื้นที่ว่างบนฮาร์ดดิสก์อย่างต่ำ 15 GB ต่อเวอร์ชวลแมชชีนแต่ละตัว

รองรับ Host Operating Systems
Windows Virtual PC สามารถรองรับ Host Operating Systems ดังนี้
• Windows 7 Home Basic
• Windows 7 Home Premium
• Windows 7 Enterprise
• Windows 7 Professional
• Windows 7 Ultimate

รองรับ Guest Operating Systems
Windows Virtual PC สามารถรองรับ Guest Operating Systems ดังนี้
• Windows XP:
ฟีเจอร์ Virtual Applications นั้นจะมีให้ใช้งานบน Windows XP Service Pack 3 (SP3) Professional เท่านั้น

• Windows Vista:
ฟีเจอร์ Virtual Applications นั้นจะมีให้ใช้งานบน Windows Vista Enterprise และ Windows Vista Ultimate เท่านั้น

• Windows 7:
ฟีเจอร์ Virtual Applications นั้นจะมีให้ใช้งานบน Windows 7 Enterprise และ Windows 7 Ultimate เท่านั้น

การติดตั้ง Windows Virtual PC RTM
Windows Virtual PC ที่ทำการติดตั้งในครั้งนี้ เป็นเวอร์ชัน RTM 32-bit ติดตั้งบน Windows 7 Professional RTM 32-bit โดยขั้นตอนการติดตั้งมีดังนี้

หมายเหตุ: คอมพิวเตอร์ที่ใช้ติดตั้ง เป็นเครื่องยี่ห้อ HP รุ่น DC5750 ใช้ซีพียู AMD Athlon X2 5200+ 2.6 GHz, RAM 2GB, Hard Disk 250 GB แบ่งออกเป็น 2 พาร์ติชัน ติดตั้งวินโดวส์ในพาร์ติชันที่ 1 ซึ่งฟอร์แมตพาร์ติชันเป็น NTFS

1. ในโฟลเดอร์ที่ใช้เก็บไฟล์โปรแกรม Windows Virtual PC RC ให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ Windows6.1-KB958559-x86.msu

2. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Windows Update Standalone Installer ให้คลิก Yes เพื่อทำการติดตั้งอัพเดท

Update for Windows (KB958559)

3. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Read these license terms (1 of 1) ให้คลิก I Accept เพื่อยอมรับข้อตกลง

License Terms

4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ The updates are being installed ให้รอจนการติดตั้งอัพเดทแล้วเสร็จ

Installing Update

5. หลังจากการติดตั้งโปรแกรมแล้วเสร็จ จะแสดงหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Installation complete ให้คลิก Restart Now เพื่อรีสตาร์ทเครื่องและให้การติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ ในกรณีที่ไม่สะดวกที่จะทำการรีสตาร์ท ให้คลิก Close เพื่อทำการรีสตาร์ทในภายหลัง

Installation complete

หมายเลขเวอร์ชันของ Windows Virtual PC RTM
การดูหมายเลขเวอร์ชันของ Windows Virtual PC RTM ทำได้โดยการคลิกขวาบนไฟล์ vpc.exe (%System root%\System30\vpc.exe) โดยหมายเลขเวอร์ชันคือ 6.1.7600.16393


การเรียกใช้งาน Windows Virtual PC RTM
การเรียกใช้งาน Windows Virtual PC RTM ทำได้โดยการคลิก Start คลิก Windows Virtual PC หากต้องการเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ก็ได้จะทำการสร้างชอร์ตคัทเก็บไว้บนเดสก์ท็อป

Start "Windows Virtual PC"

หลังจากรัน Windows Virtual PC จะได้โฟลเดอร์ VirtualMachines ดังรูปด้านล่าง จากนั้นสามารถทำการสร้างเวอร์ชวลแมชชีน โดยคลิกที่ Create virtual machine (ผมจะนำวิธีการสร้าง Virtual Machine มาเสนอในโอกาสต่อๆ ไป) สำหรับวิธีการโดยละเอียดสามารถอ่านได้จาก How to Create Virtual Machine in Windows Virtual PC?

มีอะไรใหม่ใน Hyper-V บน Windows Server 2012

มีอะไรใหม่ใน Hyper-V บน Windows Server 2012

Hyper-V เป็นบทบาทบน Windows Server สำหรับใช้สร้างและจัดการคอมพิวเตอร์เสมือนโดยใช้เทคโนโลยีเสมือน (Virtualization Technology) ช่วยให้สามารถรันคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) ได้พร้อมกันหลายตัวในเวลาเดียวกันบนเครื่องแม่ข่ายคอมพิวเตอร์เพียงเครื่อง เดียว โดย Windows Server 2012 (Windows Server 8) นั้นจะมาพร้อมกับ Hyper-V 3.0 ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับ vSphere ของ VMware

Hyper-V 3.0 ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป้าหมายในการช่วยองค์กรยกระดับระบบเสมือนไปสู่เป็นระบบ ไพรเวทคลาวด์เซอร์วิส (Private Cloud Services) โดยมีคุณสมบัติใหม่ดังนี้

Scalability
Hyper-V 3.0 ได้รับการปรับปรุงให้สามารถรองรับการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก (เท่ากับหรือมากกว่าที่ VMware ทำได้) ดังนี้
  • สามารถรองรับโปรเซสเซอร์แบบลอจิคัลได้สูงสุด 160 ตัวต่อโฮสต์
  • สามารถรองรับหน่วยความจำได้สูงสุด 2 TB ต่อโฮสต์
  • สามารถรองรับโปรเซสเซอร์แบบเสมือนได้สูงสุด 32 ต่อเวอร์ชวลแมชชีน
  • สามารถรองรับความจำได้สูงสุด 512 GB ต่อเวอร์ชวลแมชชีน
  • รองรับ VHDX ซึ่งเป็นรูปแบบฮาร์ดดิสก์เสมือนแบบใหม่ได้สูงสุด 16 TB ต่อฮาร์ดดิสก์เสมือนและการรองรับฮาร์ดิสก์รุ่นใหม่ที่มีดิสก์เซ็กเตอร์ขนาด ใหญ่


* Hyper-V 3.0 สามารถผ่านดิสก์ได้โดยไม่มีขีดจำกัดสูงสุดยกเว้นข้อจำกัดการรองรับโดยระบบปฏิบัติการเกสต์ (Guest OS)
** Hyper-V 3.0 สามารถทำการไมเกรตพร้อมกันไม่มีขีดจำกัดสูงสุดยกเว้นข้อจำกัดของแบนด์วิธ

Client Hyper-V
ข่าวดีสำหรับผู้ที่ผิดหวังกับ Windows Virtual PC ใน Windows 7 เนื่องจากไมโครซอฟท์ได้บรรจุเทคโนโลยี Hyper-V ลงใน Windows 8 ในชื่อ Client Hyper-V ทำให้ผู้ใช้เครื่องพีซี Windows 8 สามารถใช้งานเวอร์ชวลไลเซชันด้วยเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้บนบนเครื่องแม่ข่าย

สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ Windows Virtual PC ได้ ที่นี่

Hyper-V module for Windows PowerShell
โมดูล Hyper-V สำหรับ Windows PowerShell จะมาพร้อมกับบิลด์อิน cmdlets มากกว่า 160 ชุด สำหรับใช้จัดการ Hyper-V, คอมพิวเตอร์เสมือน, และฮาร์ดดิสก์เสมือน (Virtual Hard Disks) ซึ่งช่วยให้การทำงานต่าง ๆ ในแบบอัตโนมัติได้ง่ายกว่าใน Hyper-V เวอร์ชันก่อนหน้า โดยชื่อ cmdlet จะสอดคล้องกับ cmdlet ของ Windows PowerShell ทำให้ง่ายในการเรียนรู้และใช้งานกับผู้ที่คุ้นเคยกับ Windows PowerShell

Hyper-V Replica
Hyper-V Replica ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถทำการเรพพลิเคตคอมพิวเตอร์เสมือนระหว่างระบบเก็บ ข้อมูล (Storage Systems), คลัสเตอร์ (Clusters) และศูนย์ข้อมูล (Data centers) ใน 2 ไซต์ได้ ทำให้การทำโซลูชัน Business continuity และ Disaster recovery สำหรับคอมพิวเตอร์เสมือนทำได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายถูกลง

Resource metering
Resource metering ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตามและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โปรเซสเซอร์ กายภาพ (Physical processor), หน่วยความจำ, ตัวเก็บข้อมูล, และระบบเครือข่ายของคอมพิวเตอร์เสมือนแต่ละตัวได้ ช่วยให้ทราบจำนวนการใช้ทรัพยากรระบบของคอมพิวเตอร์เสมือนแต่ละตัว และยังช่วยให้มีข้อมูลสำหรับใช้ในการวางแผนหรือมอนิเตอร์การใช้ทรัพยากรของ ฝ่ายต่าง ๆ หรือผู้ใช้แต่ละคนได้

Simplified authorization
Hyper-V 3.0 มีกลุ่ม Hyper-V Administrators ซึ่งเป็น Local Security Group ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดการ Hyper-V โดยสามารถเพิ่มผู้ใช้ที่ต้องการให้จัดการ Hyper-V เข้ากลุ่ม Hyper-V Administrators ได้โดยไม่ต้องเป็นสมาชิกกลุ่ม Local Administrators

SR-IOV
SR-IOV อนุญาตให้ผู้ดูแลระบบสามารถมอบหมายอะแด็ปเตอร์เครือข่ายซึ่งรองรับ Single-root I/O virtualization (SR-IOV) ให้กับคอมพิวเตอร์เสมือนได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยเพิ่มทรูพุธ (Throughput) ให้กับเครือข่ายในขณะที่ลดเวลามี่ใช้ในการส่งข้อมูล (Network latency) และยังช่วยลดภาระซีพียูในการประมวลผลการจราจรบนเครือข่าย (Network traffic) อีกด้วย

Storage migration
Storage migration ช่วยให้สามารถย้ายฮาร์ดดิสก์เสมือนที่ถูกใช้โดยคอมพิวเตอร์เสมือนไปยังระบบ เก็บข้อมูลตัวใหม่ได้โดยไม่ต้องปิดคอมพิวเตอร์เสมือน ทำให้การจัดการระบบเก็บข้อมูล เช่น การอัปเกรด การปิดบำรุงรักษา เป็นต้น ทำได้ง่ายขึ้นและยังลดเวลาดาวน์ไทม์ลงอีกด้วย

Storage on SMB2 file shares
Hyper-V 3.0 สนับสนุนการแชร์ไฟล์แบบ SMB2 เพื่อจัดเตรียมระบบเก็บข้อมูลสำหรับคอมพิวเตอร์เสมือน ช่วยให้มีช่องทางใหม่ในการตรียมคอมพิวเตอร์เสมือนบนระบบเก็บข้อมูลที่ใช้งาน ร่วมกัน โดยไม่ต้องใช้ Storage Area Network (SAN)

Virtual Fibre Channel
Virtual Fibre Channel อนุญาตให้ผู้ดูแลระบบสามารถทำการเชื่อมต่อระบบปฏิบัติการเกสต์บนคอมพิวเตอร์ เสมือนกับ Fibre Channel storage ได้โดยตรง ทำให้เป็นไปได้ที่จะทำการจำลองภาระงานและแอพพลิเคชันที่ต้องการการเข้าถึง Fibre Channel-based storage โดยตรงได้ และยังเป็นไปได้ที่จะตั้งค่าคลัสเตอร์ได้โดยตรงจากภายในระบบปฏิบัติการเกสต์ (หรือ Guest Clustering)

Virtual NUMA
ระบบปฏิบัติการเกสต์บนคอมพิวเตอร์เสมือนสนับสนุน Non-Uniform Memory Access (NUMA) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่และ แอพพลิเคชันสมรรถนะสูงอย่างเช่น SQL Server โดยการพิจารณา NUMA เมื่อทำการจัดตารางเธรดหรือจัดสรรหน่วยความจำ

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

การเปิดใช้งาน Hyper-V บน Windows 8

การเปิดใช้งาน Hyper-V บน Windows 8

Virtualization Technology เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้สามารถรันคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) ได้พร้อมกันหลายตัวในเวลาเดียวกันบนคอมพิวเตอร์ (ฮาร์ดแวร์) เพียงเครื่องเดียว โดยใน Windows 8 นั้นได้รับการปรับปรุงคุณสมบัติด้านระบบเสมือนครั้งใหญ่ด้วยการนำ Client Hyper-V ซึ่งทำงานอยู่บนแพลตฟอร์ม Hyper-V ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้บนระบบ Windows Server มาทำหน้าที่ในการสร้างและจัดการคอมพิวเตอร์เสมือน

สำหรับคุณสมบัติ Hyper-V บน Windows 8 นั้นจะเป็นเวอร์ชัน 3.0 ซึ่งใช้พื้นฐานการทำงานเดียวกันกับ Hyper-V บน Windows Server 2012 ซึ่ง Hyper-V 3.0 ได้รับการปรับปรุงให้มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น โดยคุณสมบัติ Hyper-V จะมาแทนที่ Windows Virtual PC ที่ใช้งาน Windows 7

หมายเหตุ: Client Hyper-V เป็นชื่อที่ไมโครซอฟท์ใช้เรียก Hyper-V บน Windows 8 ในบทความนี้ขอเรียกสั้นๆ ว่า "Hyper-V" เพื่อความสะดวก

ความต้องการระบบ
Hyper-V บน Windows 8 ความต้องการระบบฮาร์ดแวร์ดังนี้
  • ซีพียู 64-บิท และมีเทคโนโลยี Second Level Address Translation (SLAT)
  • โฮสต์คอมพิวเตอร์ต้องการหน่วยความจำขั้นต่ำ 4GB และเพิ่มขึ้นตามความต้องการของคอมพิวเตอร์เสมือน (คอมพิวเตอร์เสมือนสนับสนุนหน่วยความจำสูงสุด 512GB)

Hyper-V บน Windows 8 ความต้องการระบบซอฟต์แวร์ดังนี้
  • สนับสนุนระบบปฏิบัติการโฮสต์ Windows 8 Consumer Preview
  • สนับสนุนระบบปฏิบัติการเกสต์ทั้งแบบ 32-บิท และ 64-บิท

สำหรับบทความนี้จะเป็นการสาธิตการเปิดใช้งานคุณสมบัติ Hyper-V บน Windows 8 Release Preview (วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ Windows 8 RTM) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. การกดปุ่ม Windows + X หรือคลิกเม้าส์ขวาบริเวณมุมซ้ายล่างของหน้าจอจากนั้นคลิก Programs and Features ดังภาพที่ 1

ภาพที่ 1

2. บนหน้าต่าง Programs and Features ให้คลิกลิงก์ Turn Windows features on or off ดังภาพที่ 2

ภาพที่ 2

3. บนหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Windows Features ให้ติ๊กเลือก Hyper-V ดังภาพที่ 3 เสร็จแล้วคลิก OK รอจนการติดตั้งแล้วเสร็จ จากนั้นให้คลิก Restart now (ภาพที่ 4) เพื่อให้การติดตั้งเสร็จสมบูรณ์

ภาพที่ 3

ภาพที่ 4

หลังจากทำการติดตั้งคุณสมบัติ Hyper-V แล้วเสร็จ Windows จะทำการสร้างไทล์ Hyper-V Manager บนหน้า Start ให้โดยอัตโนมัติดังภาพที่ 5

ภาพที่ 5

การจัดการ Hyper-V บน Windows 8
การจัดการ Hyper-V บน Windows 8 ทำได้โดยการใช้เครื่องมือ Hyper-V Manager ซึ่งสามารถเปิดได้โดยการดับเบิลคลิกไทล์ภาพที่ 5 จากนั้นจะได้หน้าต่าง Hyper-V Manager ดังภาพที่ 6

ภาพที่ 6

จากนั้นบนหน้าต่าง Hyper-V Manager ให้คลิกเมนู Action แล้วคลิก Hyper-V Settings ดังภาพที่ 7

ทิป: สามารถเปิด Hyper-V Settings โดยการคลิกขวาบนคอมพิวเตอร์ที่รัน Hyper-V แล้วคลิก Hyper-V Settings ก็ได้เช่นกัน

ภาพที่ 7

บนหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Hyper-V Settings for Computer_Name ให้คลิกหัวข้อที่ต้องการจากคอลัมน์ด้านซ้ายมือ (ภาพที่ 8) เช่น  Virtual Hard Disks หรือ Virtual Machines เป็นต้น จากนั้นให้ทำการตั้งค่าตามความต้องการ เสร็จแล้วคลิก OK

ภาพที่ 8

สำหรับการตั้งค่าระบบเครือข่ายเสมือนนั้นให้คลิกเมนู Action (ภาพที่ 7) แล้วคลิก Virtual Switch Manager จะปรากฏหน้า Virtual Switch Manager for Computer_Name ดังภาพที่ 9

ภาพที่ 9

ในคอลัมน์ด้านซ้ายมือให้คลิก New virtual network switch ส่วนในคอลัมน์ด้านขวามือให้คลิกเลือก External จากนั้นคลิก Create virtual switch (ภาพที่ 9)

ในหน้า Virtual Switch Manager for Computer_Name ดังภาพที่ 10 ในคอลัมน์ด้านขวามือให้ใส่ชื่อ Virtual Switch ที่ต้องการในช่อง Name แล้วใส่รายละเอียดในช่อง Notes (อ็อปชัน) ในส่วน Connection type: ให้เลือกการ์ดเน็ตเวิร์คที่ต้องการ เสร็จแล้วคลิก OK โดย Windows จะแจ้งเตือนว่าระบบเครือข่ายจะใช้งานไม่ได้ชั่วคราวดังภาพที่ 11 ให้คลิก Yes เพื่อยืนยันการทำงาน

ภาพที่ 10

ภาพที่ 11

Virtual SAN Manager
Hyper-V บน Windows 8 สามารถรองรับการใช้งานร่วมกับระบบ SAN ได้ (ต้องมีระบบฮาร์แวร์รองรับ) โดยการตั้งค่าระบบ SAN ทำได้โดยดารคลิกเมนู Action (ภาพที่ 7) แล้วคลิก Virtual SAN Manager จะปรากฏหน้า Virtual SAN Manager for Computer_Name ดังภาพที่ 12 จากนั้นคลิก Create แล้วดำเนินการตามคำสั่งจนแล้วเสร็จ (ในบทความนี้ไม่ได้ทำการทดลอง)

ภาพที่ 12

วิธีการเปิด Hyper-V Manager
สามารถเปิดเครื่องมือ Hyper-V Manager โดยการ Search ตามขั้นตอนดังนี้
1. ในหน้า Start หรือ Desktop ให้เลื่อนเคอร์เซอร์เม้าส์ไปบริเวณมุมขวาบนหรือมุมขวาล่างของหน้า Start หรือหน้าต่าง Desktop หรือกดปุ่ม Windows + C แล้วคลิก Search

2. ในหน้า Search ให้คลิก Apps จากนั้นพิมพ์ hyper ดังภาพที่ 13 จากนั้นคลิกบน Hyper-V Manager ดังภาพที่ 14 จะได้หน้าต่าง Hyper-V Manager ดังภาพที่ 6

ภาพที่ 13

ภาพที่ 14

ความเห็นผู้เขียน
ผู้เขียนเองค่อนข้างผิดหวังและไม่เคยนำคุณสมบัติ Windows Virtual PC ของ Windows 7 มาใช้ในการทำงานจริงเนื่องจากข้อจำกัดต่าง ๆ ดังนั้นจึงรู้สึกดีใจเมื่อได้ทราบข่าวว่าไมโครซอฟท์จะนำ Client Hyper-V ซึ่งใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับ Hyper-V ที่ใช้บนระบบ Windows Server มาบรรจุลงใน Windows 8 แทน Windows Virtual PC และหลังจากได้ทดสอบ Hyper-V บน Windows 8 RP ก็ได้ผลที่น่าพอใจ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่า Hyper-V บน Windows 8 สามารถทำงานได้เทียบเท่าและดีกว่าซอฟต์แวร์ฟรีอย่างเช่น VirtualBox, VMware Player และด้วยคุณสมบัติ Dynamic Memory น่าจะทำให้ Windows 8 Hyper-V สามารถแข่งขันกับ VMware Workstation ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

ทำความรู้จัก Hyper-V Replica (HVR)

 ทำความรู้จัก Hyper-V Replica (HVR)

     สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน  สำหรับบทความนี้ถือว่าเป็นการลัดคิว เพราะผมตั้งใจว่าจะทำการรีวิวฟีเจอร์ของ Hyper-V ใน Windows Server 2012 ก่อน แล้งจึงตามด้วยเรื่องของ Hyper-V Replica  แต่เนื่องด้วยมีหลาย ๆ ท่านส่งเมล์หรือสอบถุามกันมามาก  ผมจึงของหยิบเอา Hyper-V Replica มาเล่าให้ทุกท่านได้ทราบกันก่อนนะครับ

Hyper-V Replica หรือ HVR เป็นฟีเจอร์ใหม่และน่าสนใจมากใน Windows Server 2012 ครับ  วัตถุประสงค์ที่ผมหยิบเอาฟีเจอร์นี้มาเล่่าในรายละเอียดให้ทุกท่านได้ทราบกัน ส่วนหนึ่งเพราะว่า ช่วงที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสติดตั้งและใช้งานฟีเจอร์นี้ที่ Site ของลูกค้า และมีหลายท่านได้สอบถามผมเกี่ยวกับเจ้า Hyper-V Replica ว่าคืออะไรและสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับองค์กรได้มากหรือน้อยแค่ไหน หรือสามารถนำมาใช้ประกอบกับแผนของ Business Continuity และ Disaster Recovery ได้หรือไม่อย่างไร  อีกทั้งยังมีหลาย ๆ ท่านที่ยังสับสนกับคำว่า High Availability (HA) กับ Disaster Recovery (DR) มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร  และทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของบทความนี้ครับ  และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มกันเลยครับผม


มาทำความรู้จักกับ Hyper-V Replica (HVR)
ผมขอเริ่มด้วยการอธิบายเรื่องของ High Availability (HA) กับ Disaster Recovery (DR)  เนื่องด้วยยังมีหลาย ๆ คนยังสับสน  บางคนคิดว่าสองเรื่องนี้คือเรื่องเดียวกัน  ทำให้เกิดปัญหาเวลาที่จะทำการวางแผนและออกแบบระบบ Virtualization (Hyper-V) รวมถึง Private Cloud เพราะในความเป็นจริงแล้ว HA และ DR เป็นโซลูชั่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการคนละส่วนกันครับ  เช่น  ในกรณีของ HA จะเป็นเรื่องของการที่เราวางแผนและออกแบบระบบให้สามารถให้บริการหรือ Availability  ให้กับผู้ใช้งาน  ดังนั้นเวลาที่เราออกแบบระบบ  Virtualization (Hyper-V) หรือ Private Cloud เราจะต้องดูและพิจารณาว่ามีจุดใดบ้างที่เป็น Single Point Of Failure บ้าง  ตัวอย่างเช่น  Physical Servers ที่นำมาติดตั้งเป็น Hyper-V นั้น  Hard Disk ที่อยู่ใน Physical Server หากมีเพียงแค่ลูกเดียว  หากเกิดความเสียหายขึ้นกับ Hard Disk ลูกดังกล่าวก็จะส่งผลให้ Hyper-V ไม่สามารถทำงานหรือให้บริการได้  ดังนั้นเราจึงต้องมองหาโซลูชั่นหรือเทคโนโลยีที่จะทำอย่างไรให้ Hard Disk ที่อยู่ใน Physical Server ที่ทำหน้าที่เป็น Hyper-V นั้นสามารถทำงานต่อได้ถึงแม้ Hard Disk เสียหาย  โซลูชั่นหรือเทคโนโลยีที่ว่านี้คือ  การทำ RAID สำหรับ Hard Disk   เช่น  ผมทำการเพิ่ม Hard Disk เข้าไปอีก 1 ลูก จากเดิมที่มีลูกเดียว  โดยเมื่อผมทำ RAID ให้กับ Hard Disks แล้ว  หากเกิดเหตุการณ์ที่ Hard Disk ลูกใดลูกหนึ่งเสียหาย

ระบบหรือ Hyper-V ก็ยังสามารถทำงานต่อได้  คอนเซปแบบนี้เรียกว่าการทำ Availability เพื่อตอบโจทย์หรือความต้องการที่ระบบยังคงสามารถทำงานต่อได้  ถึงแม้ว่ามี Hardware เสียหาย   หลังจากที่เราทำ Availability ในส่วนที่เป็น Hardware แล้ว  สิ่งต่อมาเราจะต้องมาดูและพิจารณาการทำ HA กับ Hyper-V ครับ  โดยใน Windows Server 2012,  Hyper-V มีฟีเจอร์ที่รองรับการทำ Hyper-V HA อยู่แล้ว นั่นคือ  การทำ Live Migration ซึ่งใน Windows Server 2012 มีหลายรูปแบบครับ  แต่ยังคงมีวัตถุประสงค์เหมือนเดิมคือ  เมื่อ Hyper-V เกิดเสียหายขึ้น  Virtual Machines ที่รันหรือทำงานอยู่ใน Hyper-V ตัวดังกล่าว ก็จะถูกย้ายไปรันหรือทำงานที่ Hyper-V อีกตัวหนึ่งโดยอัตโนมัติ  โดยไม่มี Downtime ครับ


สำหรับ DR นั้นเป็นโซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการของการทำ Recovery หากเกิดความเสียหายกับระบบทั้งหมด เช่น ระบบที่รันหรือทำงานที่ Site หลัก เกิดล่มหรือเสียหาย  งานต่างๆ  จะต้องถูกย้ายไปรันและทำงานที่ Site สำรอง  เช่นกันกับระบบ Virtualization (Hyper-V)  เราสามารถทำการ Replicate Virtual Machines จาก Site หลักมาที่ Site สำรอง  หาก Virtual Machines ที่รันและให้บริการอยู่ที่ Site หลักเกิดมีปัญหา  ท่านผู้อ่านสามารถสั่งรัน Virtual Machines ที่ได้ทำการ Replicated มาก่อนหน้านี้ให้ทำงานแทนได้ครับ  ฟีเจอร์ของ Hyper-V ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวนี้คือ Hyper-V Replicas ครับ  โดยเราสามารถทำการติดตั้ง Hyper-V Replicas ได้เพียงแค่เรามี 2 Hyper-V Servers และไม่สำคัญว่า Servers ดังกล่าวจะตั้งอยู่ที่ไหน  จะอยู่ที่เดียวกันหรือคนละที่ก็ได้ครับ  สิ่งสำคัญที่ Hyper-V Replicas ต้องการคือ  Hyper-V Servers เหล่านั้น จะต้องมีการเชื่อมต่อหรือสามารถติดต่อกันได้, มี Storage หรือพื้นที่เพียงพอสำหรับเก็บ Copy ของ Virtual Machines ที่ได้ทำการ Replicated มา และมี Network Bandwidth เพียงพอสำหรับการทำ Replication   สำหรับการทำ Replication ของ Hyper-V Replica นั้นมีความยืดหยุ่นมาก โดยสามารถที่จะทำการ Replicate Virtual Machines ที่อยู่ใน Cluster หนึ่งไปอีก Cluster หนึ่ง หรือไปที่ Stand-Alone Hyper-V ก็ได้


เพราะฉะนั้นในการทำงานจริงเราจะต้องทำการวางแผนทั้ง HA ก่อนจากนั้นค่อยต่อด้วย DR ครับ และที่สำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งนอกเหนือทั้งการทำ HA และ DR แล้ว  คือเราจะต้องมีการวางแผนการสำรองข้อมูล เพื่อตอบโจทย์และความต้องการสำหรับการปกป้องข้อมูลเสียหาย (Data Loss) ด้วย  มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น HA, DR และการสำรองข้อมูลแต่ละโซลูชั่นจะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกับความต้องการที่แตกต่างกัน แต่อยู่ที่ผู้ดูแลระบบหรือที่ปรึกษาทางด้านไอทีว่าจะวางแผนและออกแบบอย่างไรครับ

มาถึงตรงจุดนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านพอจะเห็นภาพและเข้าใจคอนเซปต่างๆ  ของ  HA, DR และอื่นๆ ตามที่ผมได้อธิบายไปแล้วในข้างต้น  สำหรับในตอนหน้าผมจะเริ่มเข้าสู่เรื่องราวของ Hyper-V Replica (HVR) โปรดติดตามกันนะครับผม

เตรียมพร้อมก่อนการติดตั้ง Hyper-V

ก่อนที่เราจะเริ่มทำการติดตั้ง Hyper-V สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะมีการติดตั้ง Hyper-V
1. ทำการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น BIOS
2.
ทำการ Updates  Windows Patch3. เปลี่ยน Computer Name4. ทำการ Activate Key
5. ตั้งค่า IP Address โดยเลือกแบบ Static
6. เปิดใช้งาน RDP
7. ทำการ Join Domain
8. การตั้งค่าการบริหารจัดการจากระยะไกล
9. เปิดใช้งานการบริหารจัดการดิสก์ จากระยะไกล
 
 -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 1. ตั้งค่า BIOS
 
ต้องให้แน่ใจว่า "เทคโนโลยี Virtualization" และ "Execute Disable" เปิดใช้งาน ทั้ง 2 อย่าง
 
Security > Execute Disable (set to On)
Performance > Virtualization (set to On)
Performance > VT for Direct I/O Access (set to On)
Performance > Trusted Execution (set to Off)
 
Image
 
Image
 
Image
 
2. ทำการ Updates  Windows Patch
 
Image
 
 3. เปลี่ยน Computer Name
 
Image
 
Image
 
4. ทำการ Activate Key ให้เรียบร้อย
 
Image
 
Image
5. ตั้งค่า IP Address โดยเลือกแบบ Static
 
Image
 
Image
 
6. เปิดใช้งาน RDP
 
Image
 
7.  ทำการ Join Domain
 
Image
 
 
8.  การตั้งค่าการบริหารจัดการจากระยะไกล
 
Image
 
9.  เปิดใช้งานการบริหารจัดการดิสก์ จากระยะไกล
 
Image
 

ทำความรู้จัก Hyper-V เบื้องต้น

Microsoft ได้พัฒนา Hypervisor แบบ bare metal สำหรับ CPU x86 และ x64 ให้ชื่อว่า Hyper-V โดยเป็นส่วนหนึ่่งของ Windows Server 2008 64 bit อาจมีความสับสนว่าเวลาติดตั้ง Hyper-Vก็ต้องลง Windows Server ก่อน แล้วเป็น bare metal ได้ยังไง เพราะ bare metal  ไม่ต้องลง OS นั้น คำตอบคือเป็น bare metal ได้ เนื่องเมื่อเราเปิดใช้งาน Hyper-V ตัว Windowsจะเหมือนถูกยกให้ลอยขึ้น จับ Hypervisor ไปวางข้างใต้ แล้วขั้นตอนสุดท้ายก็แปลงร่าง Windows ที่ตัวนั้นเป็น Virtual Machine ตัวแรก ให้ชื่อว่า Root Partition

Hyper-V เป็น Paravirtualization ตามที่กล่าวไปข้างต้น ในขั้นตอนการเตรียม Hardware จะต้องมี CPUที่ Support virtualization ถ้าไม่มีก็ถือว่าขาดคุณสมบัติ ทำไม่ได้ การตรวจสอบ CPU ทำได้ทั้งตรวจสอบจาก web site ของ Intel (กด ที่นี่) หรือ AMD (กด ที่นี่) หาดูว่า Virtualization Technology ที่เป็น Yes หรืออาจ download tools ไปตรวจได้จา ที่นี่ (ในข้อ 2.1 Hyper-V Architecture)  จากรูปที่ 2 แสดงให้เห็นว่าใน Hyper-V Server จะมี Hypervisor มาวางขวางระหว่าง Hardware กับ OS ใน virtualization เราสามารถสร้าง VM หลายๆ ตัว บน Hardware เดียวกันได้ เราเรียกการแบ่ง  VM เป็นคำว่า Partition มี 2 แบบคือ Root กับ Child แต่ละ Partition จะทำงานแยกจากกัน

Root Partition
คือ partition แรก ที่ Microsoft สร้างบนเครื่องของเรา ตอนเปิดใช้งาน Hyper-V (รูปที่ 2 ซ้ายมือ)มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าใครเพราะเป็นพี่ใหญ่สุด มันมีสิทธิใช้งาน Hardware ต่างๆ ได้ การสร้าง VM ก็ทำโดย Root  โดยเรียกผ่าน API บน Hypervisor ที่เรียกว่า Hypercalls  อยากให้จำตรงนี้ให้ดีว่า ถ้าเราลง Hyper-V ไปแล้ว Windows ที่เราใช้งานบนเครื่องนั้น เป็น virtual machine  ตัวหนึ่งที่เรียกว่า root แต่มันเจ๋งกว่าใคร เพราะเห็น hardware จริงๆ ได้ เครื่อง VM อื่นๆ ที่เราสร้างมาภายหลังไม่มีสิทธิเห็น ตัวยอย่างชัดๆ ได้แก่ ถ้าเสียบ Thumb Drive ตัว Root จะเห็นคนเดียว พวก VM อื่นๆ จะมองไม่เห็น เป็นต้น
Image
CPU/Processor และ Memory, เครื่อง VM จะไม่มีสิทธิใช้สั่ง CPU และ Memory ได้ ที่มันเห็นจะเห็น virtual processor และ virtual memory address region ที่ถูกจัดสรรเป็นส่วนตัวสำหรับแต่ละ Partition เมื่อ VM จะใช้ CPU มันจะทำผ่าน Hypervisor ด้วยวิธีการ redirect คือ VM ผ่าน Hypervisor ไปยัง CPU และขากลับ Hypervisor กับรับงานมาจาก CPU และส่งกลับไปให้ VM ซึ่งในส่วนของ Memory ก็มีลักษณธใกล้เคียงกัน คือทำการ Remap physical memory address ให้ VMBus และ Virtual Device
Root Partition ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อกับ I/O Devices พวก Driver ต่างๆ ก็ถูกติดตั้งบน Root Partition (ย้ำ!! Driver ไม่ได้อยู่ใน Hypervisor นะ) เมื่อ Child Partition ต้องการใช้งาน I/O ต่างๆ ก็จะผ่านช่องทาง high-speed interconnect ที่เรียกว่า VMBus ตัวที่รับงานใน Root Partition มีชื่อเรียกว่า Virtualization Services Provider แล้วส่วนของ Child Partition ก็มีชื่อว่า Virtualization Service Consumers (VSCs) ตัว VSCs นี้มีหน้าที่ redirect การใช้งาน I/O ไปที่ Root นั่นเอง
 ด้าน ล่างเป็นหน้าจอ Device Manager ด้านซ้ายเป็น Root Partition เราจะเห็น Driver ต่างเป็นอุปกรณ์ที่ต่อกับเครื่อง Server แต่ด้านขวาเป็น Child Partition จะเห็นว่า Driver ที่ต่อเป็น Virtual Device ชื่อจึงมีคำว่า Hyper-V ผสมอยู่ด้วย

Image
Emulated vs. Synthetic Device Driver และ Enlightment
เนื่อง จาก Hyper-V เน้นความแรงส์ พวก Driver ที่ทำไว้ใช้งานใน Child Partition ก็ถูกออกแบบให้แบ่งเบาภาระของ Hypervisor และต้อง support Guest OS (Guest OS หมายถึง OS ที่ติดตั้งที่ Child Partition หรือง่ายๆ ก็คือ Windows หรือ Linux)  เจ้าตัว Driver ได้ถูกแบ่งเป็น 2 แบบคือ

1. Emulated device หรือ เป็น device ยุคเก่าๆ ที่มีใช้ใน Virtualization ตั้งแต่ครั้งเป็น Microsoft Virtual Server 2005 พวก device แบบนี้มีข้อดีคือใช้ได้กับทุก Guest OS เพราะเป็นการทำงานในแบบเดิมคือ Guest เห็นข้อมูลใน BIOS แล้วคิดว่าตัวมันเองเป็น Physical computer การกำหนด device แบบนี้มักใช้ได้กุับ Guest OS ทุกตัว แต่มีข้อเสียคือประสิทธิภาพความเร็วสู้แบบที่ 2 ไม่ได้

2. Synthetic driver ตัวนี้จะมีประสิทธิภาพดี แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่า Guest OS ว่า Support Hyper-V หรือไม่ ถ้าเป็น Windows มัน Support มาตั้งแต่ Windows 2003 Service Pack 2 มาแล้ว จากรูปที่ 3 กรอบสีน้ำเงินกับสีเหลืองได้แสดงตัวอย่างของ Emulated กับ Sythetic ตามลำดับ

ข้อควรรู้ เครื่อง ขวามือมี Storage Device 2 อันคือ ที่ช่องสีเหลืองของ IDE/ATA/ATAPI controller  มี Intel® 82371AB/EB PCI Bus Master IDE Controller ส่วนอีกอันอยู่ในช่องสีน้ำเงิน คือ SCSI ใน Hyper-V IDE Controller จะถูกใช้ตั้งแต่ boot แต่ SCSI จะถูก load หลังจาก start guest OS ขึ้นมา นี่เป็นเหตูผลที่ ต้องมี IDE Disk สำหรับใช้ boot เครื่องเสมอ

การติดตั้ง Microsoft Hyper-V 2008R2 SP1

การติดตั้ง Hyper-V บน Windows Server 2008 R2 SP1 สามารถทำได้ 3 วิธี คือ
1. ติดตั้งผ่าน GUI  (ง่าย)
2. ติดตั้งผ่านCommand Prompt (ง่ายกว่า)
3. ติดตั้งผ่านPowershell Script
 
หมายเหตุ : โปรดอ่านบทความ การเตรียมพร้อมก่อนใช้ Hyper-V
 ---------------------------------------------------------------------------------------
1. การติดตั้งโดยผ่น GUI  น่าจะเป็นที่ง่ายที่สุด โดยเลือกตามภาพ
 
Image
 
Image
 
Image

Image
 
Image
 
Image
 
Image
 
Image
 
Image
 
Image
 
Image
 
Image 
 
--------------------------------------------------------------------------------------
 2. การติดตั้งผ่าน Command Prompt
 
โดยจะใช้คำสั่ง servermanagercmd.exe โดยเปิด Command Prompt แล้วพิมพ์
 
C:\:> servermanagercmd-i Hype-V
 
หรือ ถ้าต้องการให้ Reboot  เลยก็ พิมพ์ตามนี้
 
C:\:> servermanagercmd -i Hyper-V -restart
 
---------------------------------------------------------------------------------------
3. ติดตั้งผ่าน Powershell
 
เปิด Powershell พิมพ์
 
 PS C:\:> Import-Module servermanager
 
 PS C:\:>Add-WindowsFeature Hyper-Vager
 
หรือ ถ้าต้องการใช้ Reboot  ด้วยก้พิมพ์
 
 PS C:\:>Add-WindowsFeature Hyper-V -restart